Pink Floyd

พิงค์ฟลอยด์

 

¸¸¸¸¸¸ààààààààุ¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸ ¸ªà¸³à¸ "เป็น£Ã±â ?? Pink Floyd

 

     การมาถึงของกระแสนิยมในความเมามายของดนตรีไซเคเดลิก ณ ช่วงปลายยุค 60s นั้น ได้ดึงดูดเครื่องเคียงแสนอันตรายที่เรียกว่ายาเสพติดซึ่งประกอบไปด้วยยาอย่าง psilocybin mushroom peyote และ LSDเข้ามาสู่วัฒนธรรมนี้ด้วย และยาอย่างสุดท้ายคือสิ่งที่ซิดใช้ขับเคลื่อนตัวเองและพิงค์ฟลอยด์ในตอนนั้น

         พวกเขาก็พัฒนาทักษะการแสดงสดขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกันกับสร้างหนทางใหม่ให้วงดนตรีอย่างที่วงในยุคนั้นไม่มีใครคาดคิด โดยให้ค่ากับโปรดักชันระหว่างโชว์อย่างมาก บางงานมีการนำโปรเจกเตอร์มายิงเข้ากับกำแพงเป็นแสงสีงาม ๆ ประกอบกับเพลงไซคีเดลิกชวนฝันของวง บางงานก็จัดไฟโดยให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในแดนลี้ลับสนธยา วงกลายเป็นที่กล่าวขานสนัดหูและทำให้ในปีเดียวกันนั้น EMI Records ก็จับพวกเขาเซ็นสัญญาเข้าค่าย ตรงนี้เองที่ความอัจฉริยะบวกมุมมองในโลกใหม่จาก LSD ส่งให้ความคิดสร้างสรรค์ของซิดเขียนเพลงที่ชื่อ Arnold Layne ขึ้นมา เพลงนี้คือส่วนสำคัญที่ทำให้โลกรู้จักพิงค์ฟลอยด์เป็นครั้งแรกและตามด้วย See Emily Play เพลงที่ดันกราฟของวงให้วิ่งสูงขึ้นรวมถึงตอกย้ำในความเก่งของซิดอีกครั้งนึง เพลงที่มากขึ้นมาพร้อมกับการแสดงสดที่มากมาย ในตอนนั้นเพลง See Emily Play สามารถใช้คำไหนมาอธิบายได้เลย ช่วงหลังจากออกรายการ Top of the Pop มา พิงค์ฟลอยด์ก็ออกทัวร์อย่างหนักยิ่งกว่าวงไหน ๆ ในยุคเดียวกัน สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นคือ หลาย ๆ สมัยนี้การชมคอนเสิร์ตประกอบวิชวลเป็นเรื่องปกติมาก จอ LED ก็อันใหญ่ขึ้น ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ โปรเจกเตอร์ก็คมขึ้น แถมยังฉาย mapping ลงบนอะไรต่ออะไรได้อีกสารพัด แต่เมื่อราว 50 ปีก่อน Pink Floyd เป็นวงแรก ๆ ที่บุกเบิกการเล่นเทคนิกแสงสีประกอบการแสดงคอนเสิร์ต จนผู้ชมตั้งใจจะมาดูวิชวลมากกว่ามาเจอตัวศิลปิน และเมื่อเราได้เห็นอุปกรณ์ที่พวกเขาใช้ตั้งแต่ยุค psychedelic จะยิ่งรู้ว่าพวกเขาหัวก้าวหน้ากันขนาดไหนภาพปริซึมกับสเปคตรัมสีรุ้งของ Dark Side of The Moon ที่เป็นหนึ่งในปกอัลบั้มที่ถูกจดจำได้มากที่สุดตลอดกาล ถูกทำเป็นภาพสามมิติที่หมุนอยู่ช้า ๆ ลอยอยู่ตรงหน้าจนอยากเข้าไปจับ  มันเท่มากจริง ๆ ตำนานกล่าวว่า ขณะที่ทางวงกำลังบันทึกเสียงเพลง Shine On You Crazy Diamond ในอัลบั้ม Wish You Were Here ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อระลึกถึง Syd Barrett สมาชิกรุ่นก่อตั้งที่ออกจากวงไปเพราะสติวิปลาส เพื่อน ๆ ก็ไม่ได้เจอเขามาเป็นปี แต่อยู่ดี ๆ Syd ก็ปรากฏตัวในห้องอัดโดยไม่ได้บอกกล่าว แถมยังอยู่ไนสภาพที่เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้อีกด้วย รูปโพลารอยด์ใบเล็ก ๆ ที่โชว์เงียบ ๆ ทำให้เรารู้สึกเศร้าสลดอย่างบอกไม่ถูก  ตัวละครหลักตัวหนึ่งใน The Wall คือ The Teacher ที่อยู่ในเพลง The Happiest Days of Our Lives ต่อเนื่องมาถึง Another Brick In The Wall (Part 2) นอกจากหุ่นเป่าลมขนาดยักษ์แบบที่ใช้ในคอนเสิร์ต ซึ่งพร้อมจะก้าวข้ามกำแพงมาเหยียบพวกเราแล้ว ในผนังเดียวกันยังมีภาพหมู่ของชั้นเรียนที่ Roger, Syd และ Storm Thorgerson เ ในช่วงครึ่งหลังของยุค 70s ได้เกิดกระแสของดนตรีพังก์ และการต่อต้านสถาบัน ซึ่งดนตรีที่ดิบเถื่อน ก้าวร้าว ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน แถมยังเล่นโดยนักดนตรีชนชั้นกลางถึงล่างที่หน้าตาไม่หล่อและไม่รวย ช่างเป็นขั้วตรงข้ามกับ Pink Floyd ในทุกมิติ และเมื่อ Johnny Rotten จากวง Sex Pistols ซื้อเสื้อยืด ของ Pink Floyd มา เขียนข้อความว่า I HATE เติมเข้าไป แล้วใส่ขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ก็เลยเหมือนเป็นการประกาศสงครามระหว่างแฟนเพลง 2 ฝั่ง PUNK vs PINK!  ต่อจากนั้นร็อคเองก็เสื่อมความนิยมลงไปเล็กน้อย เพื่อหลีกทางให้กับแนวดนตรียอดฮิตตอนนั้นอย่าง อัลเทอร์เนทีฟ ดนตรีทางเลือกที่ฟังแล้วแตกต่างไปจากที่เคย นั่นทำให้วัยรุ่นที่แสวงหาอะไรใหม่ๆชอบมาก โมเดิร์นด็อก มีสมาชิกสามคนคือ ป็อด(ร้องนำ) บ็อบ(เบส) และ โป้ง(กลอง) ทั้งสามคนสร้างผลงานเพลงอันเป็นที่จดจำมากมายไม่ว่าจะเป็น บุษบา มานี กะลา ก่อน บอกเลยว่าเพลงเหล่านี้พอได้ยินต้องกระโดดสุดตัวทุกคน

 

¸¸¸¸¸¸ààààààààุ¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸¸ ¸ªà¸³à¸ "เป็น£Ã±â ?? Pink Floyd

 

          โชว์ของพิงค์ฟลอยด์ซิดเอาแต่ยืนนิ่งเฉย ๆ ไม่ร้อง ไม่เล่นกีตาร์ ไม่พูดอะไรสักคำ แค่ยืนนิ่งจ้องอะไรซักอย่างด้วยสาที่ว่างเปล่าอยู่อย่างนั้น หรือบางครั้งถูกเชิญไปออกทีวีโชว์ พิธีกรในรายการยิงคำถามสนุกสนานชวนยิ้มใส่เขา เขาก็จะตอบมันกลับไปด้วยคำสั้น ๆ ที่แฝงด้วยท่าทีนิ่งเฉย แต่กว่าเขาจะตอบแต่ละคำถามนั้นก็ใช้เวลานานอยู่หลายนาที และบางทีเขาก็แค่นั่งจ้องกล้องที่ถ่ายโดยไม่พูดอะไรเลย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *